
พาร์กินสันเป็นโรคทางระบบประสาทที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอาการสั่นที่พบได้ในผู้ป่วยพาร์กินสันบางราย หากกำลังสงสัยว่า พาร์กินสันอาการเป็นอย่างไร หรือโรคพาร์กินสันเกิดจากอะไร การทำความเข้าใจโรคตั้งแต่สาเหตุ อาการ ไปจนถึงแนวทางการรักษาจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
ปัจจุบันมีทางเลือกในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น รวมถึง MRI-Guided Focused Ultrasound Brain (MRgFUS Brain) เทคโนโลยีที่ช่วยรักษาอาการสั่นโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ แล้วโรคพาร์กินสันรักษาที่ไหนดีและการรักษาด้วย MRgFUS Brain เหมาะกับผู้ป่วยลักษณะใด ติดตามคำตอบได้ในบทความนี้
รู้จักโรคพาร์กินสันคืออะไร พบบ่อยในกลุ่มไหน?
โรคพาร์กินสัน คือโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ประสาทในสมอง โดยเฉพาะบริเวณก้านสมองที่เรียกว่า Substantia Nigra คือส่วนที่ทำหน้าที่ผลิตสาร Dopamine ซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อเซลล์ประสาทในบริเวณนี้เสื่อมลง ปริมาณ Dopamine จึงลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความผิดปกติด้านการเคลื่อนไหว นี่เป็นสาเหตุของโรคพาร์กินสันที่พบได้บ่อยที่สุด
โรคพาร์กินสันมักพบได้ในผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป แต่ในปัจจุบันสามารถพบได้ในผู้ที่มีอายุน้อยเช่นกัน จึงเป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม
อาการของโรคพาร์กินสัน สังเกตได้อย่างไร?

อาการของโรคพาร์กินสันสามารถแบ่งออกเป็น 5 ระยะตามความรุนแรง โดยโรคพาร์กินสันอาการในแต่ละระยะมีความแตกต่างกันดังนี้
- ระยะที่ 1 มีอาการสั่นขณะพัก เขียนหนังสือตัวเล็กลง เคลื่อนไหวช้าลงเล็กน้อย มักเกิดกับร่างกายเพียงข้างเดียว
- ระยะที่ 2 อาการสั่นลามไปอีกข้างของร่างกาย สีหน้านิ่งเฉยผิดปกติ พูดเสียงเบาลง หลังเริ่มงอมากขึ้น
- ระยะที่ 3 เคลื่อนไหวลำบากขึ้น มีอาการยืนแล้วขาสั่นหรือทรงตัวได้ยาก เสี่ยงหกล้มบ่อยครั้ง
- ระยะที่ 4 กล้ามเนื้อแข็งเกร็งมากขึ้น ลุกยืนหรือเดินด้วยตนเองได้ลำบาก จำเป็นต้องมีผู้ดูแลใกล้ชิด
- ระยะที่ 5 หรือโรคพาร์กินสันระยะสุดท้าย ผู้ป่วยพาร์กินสันมักไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ด้วยตนเอง ต้องนอนติดเตียงหรือใช้รถเข็น และเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา
แนวทางการรักษาโรคพาร์กินสันในปัจจุบัน มีวิธีใดบ้าง?
ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดว่าพาร์กินสันเกิดจากอะไร จึงยังไม่มีวิธีรักษาโรคพาร์กินสันให้หายขาดได้ การดูแลผู้ป่วยพาร์กินสันในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นบรรเทาอาการและชะลอการดำเนินโรคให้ช้าที่สุด โดยโรคพาร์กินสันมีวิธีรักษาที่ใช้ในปัจจุบัน ดังนี้
- การรับประทานยา เพื่อเพิ่มปริมาณสาร Dopamine ในสมอง ได้แก่ยากลุ่ม Levodopa, Dopamine Agonist, COMT-Inhibitor และ MAO-B Inhibitor ช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น
- การฉีดยาต่อเนื่องใต้ผิวหนัง (Apomorphine Infusion) ใช้ในกรณีที่ร่างกายตอบสนองต่อยารับประทานไม่สม่ำเสมอ หรือมียาหมดฤทธิ์เร็วกว่าปกติ
- การผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าในสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation: DBS) ช่วยลดอาการและลดปริมาณยาที่ต้องรับประทานลงได้ประมาณ 50% ขึ้นไป แม้จะไม่ได้ทำให้หายขาดจากพาร์กินสันก็ตาม
- การทำกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัด ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ลดอาการแข็งเกร็ง ฝึกการทรงตัว การกลืน และการออกเสียง
- การออกกำลังกาย เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ อย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง ช่วยชะลอการดำเนินโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากวิธีข้างต้นแล้ว ยังมีการจี้สมองส่วนลึกด้วยคลื่นเสียงความเข้มสูงผ่านกะโหลกศีรษะ (MRI-Guided Focused Ultrasound: MRgFUS) ซึ่งถือเป็นวิธีการรักษาล่าสุดที่ไม่ต้องผ่าตัด อาศัยการนำทางด้วยภาพ MRI ร่วมกับคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อจี้ทำลายเซลล์สมองในตำแหน่งที่ก่อให้เกิดอาการสั่นอย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับพาร์กินสันชนิดที่มีอาการสั่นเด่นเป็นหลัก (Tremor-Dominant Parkinson’s Disease)
อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วย MRgFUS อาจมีความเสี่ยงที่พบได้บ้าง ได้แก่ ปวดหรือเวียนศีรษะ, เดินเซ, อ่อนแรงชั่วคราว, ชาบริเวณใบหน้า แขน ขา, กลืนหรือพูดลำบาก,รับรสผิดปกติ ทั้งนี้อาการดังกล่าวเป็นอาการชั่วคราว สามารถหายได้โดยไม่ต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม
โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย หยุดสั่นได้ด้วย MRI-Guided Focused Ultrasound Brain
โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นำเทคโนโลยี MRI-Guided Focused Ultrasound Brain (MRgFUS) เข้ามาช่วยดูแลผู้ป่วยโรคพาร์กินสันชนิดอาการสั่นเด่นชัด โดยมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยได้อย่างครอบคลุม ดังนี้
- ไม่ต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ ช่วยลดความกังวลใจของผู้ป่วยพาร์กินสันได้
- ลดความเสี่ยงทางศัลยกรรม เนื่องจากไม่ต้องผ่าตัดใหญ่และไม่ต้องดมยาสลบ
- ผู้ป่วยรู้สึกตัวตลอดการรักษา สามารถสื่อสารพูดคุยกับแพทย์ได้ ทำให้แพทย์ประเมินผลการลดลงของอาการสั่นได้ทันทีระหว่างทำการรักษา
- ฟื้นตัวเร็ว ใช้เวลาพักฟื้นสั้น ผู้ป่วยเดินทางกลับบ้านและกลับสู่การใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างรวดเร็ว
เทคโนโลยี MRgFUS ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA) ว่ามีความปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับกลุ่มโรคสั่นทางระบบประสาท ได้แก่ โรคสั่นไม่ทราบสาเหตุ (Essential Tremor: ET) และโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยชนิดที่มีอาการสั่นเป็นอาการเด่น
โดยเทคโนโลยีนี้ยังเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่รับประทานยารักษาแล้วแต่อาการสั่นยังไม่ดีขึ้น ผู้ที่ไม่สามารถทนผลข้างเคียงจากยาได้ รวมถึงผู้ที่ไม่ต้องการหรือมีสภาพร่างกายไม่เหมาะสมกับการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation: DBS)
พาร์กินสัน ดูแลได้ ไม่ต้องผ่าตัด ที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
โรคพาร์กินสัน คือโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ประสาทในสมอง ส่งผลให้เกิดอาการโรคพาร์กินสันตั้งแต่มือสั่น เคลื่อนไหวช้าลง ไปจนถึงทรงตัวได้ยากในระยะท้าย ถึงแม้ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาพาร์กินสันให้หายขาด แต่ก็มีแนวทางดูแลที่ช่วยควบคุมอาการและชะลอการดำเนินโรคได้หลายรูปแบบ
โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมดูแลผู้ป่วยพาร์กินสันด้วยเทคโนโลยี MRgFUS Brain ที่ช่วยควบคุมอาการสั่นได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องผ่าตัด ฟื้นตัวไว คืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้ป่วยได้อีกครั้ง นอกจากนี้ ผู้ที่สนใจแนวทางรักษาพาร์กินสันควรเข้ารับการประเมินจากทีมแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมกับอาการและสุขภาพของแต่ละราย
