Waterstop คืออะไร? วัสดุป้องกันน้ำซึมที่ขาดไม่ได้ในงานโครงสร้างคอนกรีต

waterstop

หนึ่งในปัญหาที่สร้างความยุ่งยากให้กับงานก่อสร้างคือการรั่วซึมของน้ำตามแนวรอยต่อคอนกรีต โดยเฉพาะโครงสร้างที่ต้องสัมผัสกับน้ำอยู่เป็นประจำ เช่น บ่อพักน้ำ สระว่ายน้ำ อาคารใต้ดิน และถังเก็บน้ำ แม้ตัวคอนกรีตจะมีความแข็งแรง แต่บริเวณที่มีการเชื่อมต่อระหว่างคอนกรีตแต่ละส่วนก็ยังมีโอกาสเกิดช่องทางให้น้ำไหลผ่านได้

การป้องกันปัญหานี้จึงต้องอาศัยวัสดุที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับรอยต่อโดยเฉพาะ ซึ่งหนึ่งในตัวเลือกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ Waterstop หรือวัสดุกันน้ำสำหรับรอยต่อคอนกรีต มีหน้าที่สร้างแนวกั้นภายในโครงสร้างเพื่อลดโอกาสที่น้ำจะซึมผ่านจุดเชื่อมต่อ การทำความรู้จักวัสดุชนิดนี้จึงเป็นเรื่องที่มีประโยชน์สำหรับผู้รับเหมา ช่างก่อสร้าง และผู้ที่กำลังวางแผนงานคอนกรีต


Waterstop มีหลักการทำงานอย่างไร?

Waterstop เป็นวัสดุที่ติดตั้งไว้ตามแนวรอยต่อของคอนกรีต เพื่อขัดขวางการเคลื่อนที่ของน้ำผ่านบริเวณดังกล่าว โดยมักใช้กับจุดที่มีการเทคอนกรีตแยกเป็นช่วง หรือบริเวณที่โครงสร้างมีรอยต่อระหว่างส่วนต่าง ๆ

ตัวอย่างเช่น การก่อสร้างถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถเทคอนกรีตทั้งหมดให้เสร็จในครั้งเดียวได้ เมื่อแบ่งการทำงานออกเป็นหลายขั้นตอน ย่อมเกิดรอยต่อระหว่างคอนกรีตเก่าและคอนกรีตใหม่ จุดนี้จำเป็นต้องมีรายละเอียดการป้องกันน้ำที่เหมาะสม

การติดตั้ง Waterstop จะช่วยสร้างแนวกั้นอยู่ภายในรอยต่อ ทำให้น้ำไม่สามารถไหลผ่านได้โดยตรงเหมือนรอยต่อที่ไม่มีวัสดุป้องกัน ทั้งนี้ ประสิทธิภาพของระบบยังขึ้นอยู่กับการออกแบบ ตำแหน่งติดตั้ง และคุณภาพของงานคอนกรีตร่วมด้วย


รู้จัก Waterstop แต่ละชนิด เลือกแบบไหนได้บ้าง?

วัสดุกันน้ำสำหรับรอยต่อคอนกรีตมีให้เลือกหลายรูปแบบ โดยแต่ละชนิดมีคุณสมบัติเฉพาะตัว การเลือกใช้งานจึงควรพิจารณาจากลักษณะของโครงสร้างเป็นหลัก

1. PVC Waterstop

PVC Waterstop เป็นวัสดุที่ผลิตจากพลาสติกโพลีไวนิลคลอไรด์ มีลักษณะเป็นแถบยาวและมีหน้าตัดหลายรูปแบบ เช่น แบบมีปีก แบบมีครีบ และแบบมีส่วนกลางเป็นกระเปาะสำหรับรองรับการเคลื่อนตัวของรอยต่อ

จุดเด่นของวัสดุชนิดนี้คือความยืดหยุ่นและความทนทาน เหมาะกับงานคอนกรีตที่ต้องการป้องกันน้ำบริเวณรอยต่อ โดยทั่วไปจะติดตั้งฝังไว้ในโครงสร้างระหว่างขั้นตอนการเทคอนกรีต

PVC Waterstop พบได้ในงานสระว่ายน้ำ ถังเก็บน้ำ บ่อบำบัดน้ำเสีย และโครงสร้างใต้ดิน โดยต้องเลือกหน้าตัดและขนาดให้เหมาะกับประเภทของรอยต่อที่ต้องการป้องกัน

2. Rubber Waterstop

Rubber Waterstop เป็นวัสดุกันน้ำที่ผลิตจากยาง มีความยืดหยุ่นสูงและรองรับการเปลี่ยนแปลงของระยะรอยต่อได้ตามคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่น

วัสดุประเภทนี้เหมาะกับโครงสร้างบางประเภทที่มีการเคลื่อนตัวหรือมีการเปลี่ยนแปลงของรอยต่อจากอุณหภูมิและแรงกระทำภายนอก เช่น งานเขื่อนและโครงสร้างคอนกรีตขนาดใหญ่

การเลือกใช้ต้องพิจารณาคุณสมบัติของเนื้อยาง ความทนทานต่อสารเคมี และสภาพแวดล้อมที่จะสัมผัสระหว่างใช้งาน

3. Hydrophilic Waterstop

Hydrophilic Waterstop หรือวัสดุกันน้ำแบบบวมน้ำ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติขยายตัวเมื่อสัมผัสกับความชื้นหรือของเหลว โดยวัสดุจะเพิ่มปริมาตรและเกิดแรงกดบริเวณรอยต่อ ช่วยลดช่องว่างที่น้ำอาจไหลผ่านได้

รูปแบบที่พบได้มีทั้งชนิดแถบยางบวมน้ำและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของเบนโทไนต์ เหมาะกับงานคอนกรีตบางประเภทที่ต้องการระบบป้องกันน้ำเพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับแรงดันน้ำและลักษณะการใช้งาน รวมถึงควบคุมไม่ให้วัสดุสัมผัสน้ำก่อนถึงช่วงเวลาที่กำหนด


จุดไหนของโครงสร้างที่ควรติดตั้ง Waterstop?

การกำหนดตำแหน่งติดตั้งเป็นขั้นตอนที่ต้องวางแผนตั้งแต่ช่วงออกแบบ เพราะรอยต่อแต่ละจุดมีลักษณะไม่เหมือนกัน ตำแหน่งที่มักต้องพิจารณาใช้ Waterstop ได้แก่

รอยต่อพื้นและผนัง เป็นบริเวณที่พบได้ในถังเก็บน้ำ บ่อคอนกรีต และชั้นใต้ดิน เนื่องจากพื้นกับผนังมักมีลำดับการเทคอนกรีตต่างกัน จึงต้องจัดการแนวรอยต่อให้เหมาะสม

รอยต่อระหว่างคอนกรีตเก่าและใหม่ เกิดขึ้นเมื่อมีการหยุดเทคอนกรีตชั่วคราวหรือแบ่งพื้นที่ก่อสร้างออกเป็นส่วน ๆ การติดตั้งวัสดุกันน้ำในตำแหน่งนี้ช่วยลดโอกาสที่น้ำจะผ่านแนวเชื่อมต่อ

รอยต่อเผื่อการขยายตัว เป็นบริเวณที่ออกแบบให้โครงสร้างมีพื้นที่สำหรับการเคลื่อนตัวจากอุณหภูมิหรือแรงกระทำอื่น ๆ จึงต้องใช้ Waterstop ที่รองรับการเคลื่อนตัวได้ตามข้อกำหนด


Waterstop ช่วยลดปัญหาอะไรในงานก่อสร้าง?

การรั่วซึมบริเวณรอยต่ออาจส่งผลกระทบมากกว่าการมีน้ำหยดหรือคราบเปียกบนพื้นผิว เพราะเมื่อความชื้นสะสมเป็นเวลานาน อาจทำให้วัสดุตกแต่งเสียหาย เกิดคราบเชื้อรา และส่งผลต่อการใช้งานของพื้นที่

สำหรับโครงสร้างที่ใช้กักเก็บน้ำ ปัญหารอยรั่วอาจทำให้ปริมาณน้ำลดลงและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบหรือซ่อมแซม ส่วนอาคารใต้ดินที่มีน้ำซึมเข้ามาอาจกระทบต่อระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ภายในอาคารได้

การใช้ Waterstop ตามตำแหน่งที่เหมาะสมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการวางระบบป้องกันน้ำ ช่วยลดความเสี่ยงจากการรั่วซึมและลดโอกาสเกิดงานแก้ไขภายหลัง แต่ไม่ควรใช้แทนการออกแบบระบบกันซึมส่วนอื่นของโครงสร้าง


เทคนิคตรวจสอบ Waterstop ก่อนและระหว่างติดตั้ง

ก่อนเริ่มงานควรตรวจสอบสภาพวัสดุให้เรียบร้อย โดยเฉพาะ PVC Waterstop ที่ต้องไม่มีรอยฉีกขาด รอยแตก หรือการเสียรูปที่อาจกระทบต่อการใช้งาน หากพบความเสียหายควรเปลี่ยนวัสดุก่อนนำไปติดตั้ง

เมื่อถึงขั้นตอนการทำงาน ควรยึด Waterstop ให้แน่นตามตำแหน่งที่กำหนด เพื่อป้องกันการเคลื่อนตัวระหว่างเทคอนกรีต สำหรับจุดที่ต้องเชื่อมต่อวัสดุ ควรดำเนินการตามวิธีที่ผู้ผลิตระบุ เพื่อให้แนวกั้นน้ำมีความต่อเนื่อง

อีกเรื่องที่ต้องตรวจสอบคือการเทคอนกรีตรอบวัสดุ ควรควบคุมการเทและการจี้คอนกรีตให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดโพรงหรือช่องว่างบริเวณ Waterstop เพราะจุดบกพร่องเหล่านี้อาจกลายเป็นทางผ่านของน้ำในอนาคตได้


Waterstop ต่างจากแผ่นกันซึมทั่วไปอย่างไร?

แม้วัสดุทั้งสองชนิดจะมีจุดประสงค์เกี่ยวกับการป้องกันน้ำเหมือนกัน แต่ตำแหน่งและลักษณะการใช้งานแตกต่างกัน

Waterstop จะเน้นป้องกันน้ำบริเวณรอยต่อของคอนกรีต โดยติดตั้งอยู่ภายในแนวเชื่อมต่อของโครงสร้าง ส่วนแผ่นกันซึมหรือวัสดุเคลือบผิวกันน้ำจะใช้ปกป้องพื้นผิวคอนกรีตจากการสัมผัสน้ำโดยตรง

ในโครงการที่ต้องรับมือกับน้ำปริมาณมากหรือมีแรงดันน้ำสูง อาจจำเป็นต้องใช้ทั้งสองระบบร่วมกัน เพื่อให้การป้องกันครอบคลุมทั้งพื้นผิวและรอยต่อ ทั้งนี้ควรเลือกตามรายละเอียดทางวิศวกรรมของโครงการ


สรุป Waterstop วัสดุที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้โครงสร้างคอนกรีต

Waterstop เป็นวัสดุที่มีบทบาทในการป้องกันน้ำซึมผ่านรอยต่อคอนกรีต เหมาะกับงานก่อสร้างที่ต้องสัมผัสน้ำหรือมีความเสี่ยงจากความชื้น เช่น สระว่ายน้ำ ถังเก็บน้ำ บ่อบำบัด และอาคารใต้ดิน โดยมีให้เลือกหลายประเภท ทั้ง PVC Waterstop, Rubber Waterstop และ Hydrophilic Waterstop

ก่อนเลือกซื้อควรพิจารณารูปแบบของรอยต่อ แรงดันน้ำ ลักษณะการเคลื่อนตัวของโครงสร้าง และวิธีติดตั้งให้สอดคล้องกับหน้างาน การเลือกวัสดุให้ถูกประเภทตั้งแต่ต้นจะช่วยลดปัญหาการรั่วซึม และทำให้การดูแลรักษาโครงสร้างในระยะยาวทำได้ง่ายขึ้น

รับฟรี! รวมโพสขายดี